อัจฉริยะ ร้องผบช.น.สอบเอาผิด 3 ดีเอสไอ คดี ธวัชชัย อนุกูล ผูกคอคาห้องขัง

ธวัชชัย อนุกูล

ธวัชชัย อนุกูล ผูกคอคาห้องขัง อัจฉริยะ ร้องผบช.น.สอบเอาผิด 3 ดีเอสไอ

ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ยื่นเรื่องผบช.น. เอาผิด 3 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่อยู่กับ “ธวัชชัย อนุกูล” สมัยก่อนที่ดินอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงาในวันที่เกิดเหตุเจอ ผูกคอคาห้องขัง ชี้ก่อนหน้าที่ผ่านมาไม่เคยถูกตั้งผู้ตัดสินสอบ

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มีนาคม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำหนังสือพร้อมเอกสารเข้ายื่นต่อ พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.เพื่อขอให้ตั้งคณะทำงานสอบสวนสอบความเป็นจริง ในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ปริมาณ 3 คน ที่ปรากฏหลักฐานว่าอยู่กับนายเครื่องหมายชัย สงเคราะห์ สมัยก่อนข้าราชการที่ดินอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ที่เสียชีวิตในห้องควบคุมดีเอสไอ เมื่อปี 2559 ในขณะที่นายเครื่องหมายชัย ถูกนำตัวมาสอบปากคำในคดีออกโฉนดที่ดินโดยไม่ถูกต้องฯ ในจังหวัดพังงา โดยมีพลตำรวจตรีสุคุณ พรหมายน รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานสอบปากคำ เป็นผู้รับมอบ

นายอัจฉริยะ กล่าวมาว่า ก่อนหน้าที่ผ่านมา ดีเอสไอ ไม่เคยเอาจริงเอาจังสำหรับในการสอบปากคำเรื่องนี้ โดยไม่มีการตั้งผู้ตัดสินสอบปากคำข้าราชการดีเอสไอ ทั้งยัง 3 คน ด้วยเหตุนั้น ตนก็เลยอยากได้ให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจนครบาล ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนข้อพิสูจน์ เพื่อปฏิบัติการโดยชอบด้วยกฎหมาย

ดังนี้ คดีนี้ น้องชายของผู้ตายได้มอบหมายและก็แต่งทนายให้รับผิดชอบเร่งรัดคดี เป็นการดำเนินการที่แยกกันคนละส่วน รู้มาว่า น้องชายของคนตายจัดเตรียมยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันแล้วก็ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. สำรวจความจริงกับคนที่มีความเกี่ยวข้องกับคดี

ด้าน พลตำรวจตรีสุคุณ เผยออกมาว่า จะรับหนังสือไว้ แล้วจะพรีเซนเทชั่นต่อ พลตำรวจโท ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. เพื่อพิเคราะห์จัดการตามลำดับต่อไป

สำหรับ นายเครื่องหมายชัย ถูกข้าราชการ ดีเอสไอ จับตัวช่วงวันที่ 29 เดือนสิงหาคม2559 ในคดีที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ขอให้ ดีเอสไอ ดำเนินงานกับเจ้าหน้าที่รัฐที่รุกล้ำอุทยานแห่งชาติ มีการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ถูกต้องที่จังหวัดภูเก็ตรวมทั้งจังหวัดพังงา กว่า 1 พันแปลง มีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ซึ่งดีเอสไอได้นำตัวมาควบคุมที่คุกรอบๆชั้น 6 ตึกดีเอสไอ จนกระทั่งเจอนายเครื่องหมายชัยใช้ถุงเท้าผูกคอตนเอง ก็เลยนำตัวส่งโรงหมอมงกุฎวัฒนะ แล้วก็เสียชีวิตในเวลาถัดมา แล้วก็ศาลอาญามีคำสั่งว่า นายเครื่องหมายชัย เสียชีวิตจากการเช็ดกของแข็งไม่มีคมชนตับแตก

 

แหล่งที่มา.. mitratranjaya.com

ดีเอสไอ ส่งสำนวนคดี แชร์ไนซ์รีวิว ให้พนักงานอัยการในวันนี้

ไนซ์รีวิว

เจ้าหน้าที่สอบสวน ดีเอสไอ นำเอาสำนวนใน 305 แฟ้ม รวมปริมาณ 121,000 แผ่น สั่งฟ้อง ไนซ์รีวิว ในคดีฉ้อโกงประชาชน หลังหลอกเหยื่อกดไลค์กดแชร์ จนกระทั่งมีผู้เสียหายกว่า 2 พันราย ราคาเงินกว่า 3 ร้อยล้านบาท

กรณี พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจโคกคราม นำตัว นายณรงค์ อินลี อายุ 34 ปี ผู้ครอบครองไนซ์ รีวิว (Nice Review) หรือแชร์ไนซ์รีวิว

ว่าจ้าง กดไลค์ กดแชร์ ออนไลน์ลวงโลก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อกล่าวหาด้วยกันกู้ยืมที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ฝากศาลขังคราวแรก พร้อมไม่เห็นด้วยการประกันตัวช่วงวันที่ 23 พฤศจิกายน62 เพราะเหตุว่าผู้ต้องหามีความประพฤติแอบหนี คดีมีอัตราโทษสูง

แล้วก็มีผู้เสียหายเยอะแยะ เกรงว่าถ้าหากได้ประกันตัวแล้วจะหลบซ่อน ข้างหลังหลอกเหยื่อร่วมลงทุนในแบบอย่างสมาชิก โดยมีผู้เสียหายไม่น้อยเลยทีเดียวที่เชื่อเข้าฟ้องร้องกับตำรวจและก็ดีเอสไอ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร ภาค 4 จับตัวได้ขณะเดินทางเข้าไปใน สปป.ลาว จัดเตรียมแอบหนีไปยังประเทศเวียดนาม

ไนซ์รีวิว

ปัจจุบันเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 31 มกราคม นายปิยะศรี วัฒนวรางเราร ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการคลังนอกระบบ ดีเอสไอ กล่าวมาว่า วันนี้ พนักงานที่ทำหน้าที่สอบสวนคดีพิเศษที่ 161/2562 กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ ดีเอสไอ นำสำนวน 305 แฟ้ม รวมปริมาณ 121,000 แผ่น

สั่งฟ้องบริษัทเอนเนอร์จี ดีดักชั่น จำกัด หรือแชร์ไนซ์รีวิว กับพวกที่ร่วมคดโกงพลเมืองทั่วๆไปให้สมัครโดยกดชอบใจ กดแบ่งปัน และก็ให้ความเห็นเชิงบวกแก่งานประชาสัมพันธ์บนระบบเฟซบุ๊ก มีผู้เสียหาย 2,624 ราย ราคาความย่ำแย่กว่า 300 ล้านบาท มีการยึดอายัดทรัพย์ไปโดย

ประมาณ 180 ล้านบาท ในฐานข้อผิดพลาดด้วยกันหลอกลวงที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ

โดยเป็นการส่งสำนวนก่อนที่จะมีการถึงกำหนดฝากขัง นอกนั้น พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอได้อนุมัติให้มีการดำเนินงานความผิดพลาดฐานฟอกเงินด้วย คาดจะมีผู้ทำความผิดแล้วก็ราคาความย่ำแย่มากขึ้น รับรองว่าจะทำงานยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวโยงหรือได้ไปจากความประพฤติปฏิบัติความผิดพลาดถัดไป ขอบพระคุณข้าราชการทุกคนในกองคดีธุรกิจการคลังนอกระบบที่ช่วยเหลือกันรีบปฏิบัติงานสำนวนคดีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ต่อจากนี้จะเดินหน้าฝ่าปราบคดีแชร์ลูกโซ่ถัดไป นายปิยะศิริ กล่าว.…

อัยการสั่งไม่ฟ้อง ชัยวัฒน์รวมทั้งพวก คดีหน่วงเหนี่ยวกักขัง-ฆ่า บิลลี่

ชัยวัฒน์

อัยการสั่งไม่ฟ้อง ชัยวัฒน์ พวก คดีหน่วงเหนี่ยวคุมขัง-ฆ่า บิลลี่ ส่งกลับสำนวนพร้อมหลักฐาน 17 แฟ้ม เหลือสั่งฟ้องเฉพาะข้อกล่าวหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ เหตุไม่ส่งตัวบิลลี่ให้ตำรวจฟ้องร้องลักของป่า

ตอนวันที่ 24 มกราคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ศูนย์ข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวมาว่า ช่วงวันที่ 23 เดือนมกราคมก่อนหน้าที่ผ่านมา ที่ทำการอัยการพิเศษข้างคดีพิเศษ 1 โดยนายชวรัตน์ สกุลธนบริบูรณ์ อัยการพิเศษข้างคดีพิเศษ 1 ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อคืนสำนวนการสืบสวนปริมาณ 17 แฟ้มในคดีที่ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตกาลหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับพวกรวม 4 คน ในข้อกล่าวหาด้วยกันฆ่าคนอื่นๆโดยพินิจไว้ก่อน (นายพอละจี รักต้องเจริญก้าวหน้า หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก–บางกลอย) แล้วก็ข้อผิดพลาดฐานอื่นๆ

บุคลากรอัยการได้ไตร่ตรองสำนวนคดีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้วมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 นายบุญแทน บุษราคัม ผู้ต้องหาที่ 2 นายธนเสฎฐ์ หรือ เพชรตาแมว แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 รวมทั้งนายกฤษณดงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 ในข้อกล่าวหาด้วยกันฆ่าคนอื่น

โดยพินิจพิเคราะห์ไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลตอบแทนอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการที่ตนได้ทำไม่ดีอื่น เพื่อปกปิดข้อผิดพลาดอื่นของตนเอง หรือเพื่อหลบหลีกให้พ้นอาญาในความผิดพลาดอื่นที่ตนได้ปฏิบัติไว้

ด้วยกันหน่วงเหนี่ยวหรือขังคนอื่นๆหรือปฏิบัติด้วยอย่างใดให้คนอื่นๆไม่มีความอิสระภายในร่างกายส่งผลให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวขังหรือจำเป็นต้องไม่มีความอิสระภายในร่างกายนั้นถึงแก่เสียชีวิต, ด้วยกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจคนอื่นๆให้ยอมหรือยอมจะให้ตนหรือคนอื่นๆได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นสินทรัพย์โดยใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายหรือโดยบังคับว่าจะรังแกต่อชีวิตร่างกาย ความอิสระ ความโด่งดัง หรือหรือเงินของผู้ถูกบังคับหรือของมือที่สาม, ด้วยกันชิงทรัพย์ โดยมีอาวุธปืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อทำไม่ดีประจำตัวไปด้วย ส่งผลให้คนอื่นๆถึงแก่เสียชีวิต, ด้วยกันโดยโกงหรือเพื่อปิดบังคดีทำการใดใดแก่ศพหรือสิ่งแวดล้อมในรอบๆที่เจอศพก่อนจะมีการชันสูตรวินิจฉัยศพในประการที่คงจะทำให้การชันสูตรวินิจฉัยศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนไป, ด้วยกันเป็นเจ้าหน้าที่มีบทบาทจัดแจงหรือรักษาทรัพย์สมบัติใด เบียดบังทรัพย์สมบัตินั้นเป็นของตนหรือเป็นของคนอื่นโดยโกง, ด้วยกันเป็นเจ้าหน้าที่ใช้อิทธิพลในตำแหน่งโดยไม่ถูกต้องข่มขืนใจให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งเงินทองหรือผลดีอื่นใดแก่ตัวเองหรือคนอื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 147, 148, 289(4)(7), 309, 337, 340 ตรี และก็ เปรียญวิอาญา มาตรา 150 ทวิ

รายงานข่าวสารเผยออกมาว่า อัยการข้างคดีพิเศษ 1 อาจมีความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์กับพวก ในความผิดพลาดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือยกเว้นการกระทำหน้าที่โดยไม่ถูกต้อง มาตรา 157 กรณียึดน้ำผึ้งป่าของใบเสร็จรับเงินลี่ แล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปโดยไม่นำตัวส่งให้ตำรวจฟ้องร้องในข้อกล่าวหาลักของป่า ดังนี้ทางเจ้าหน้าที่สอบสวนดีเอสไอได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดทั้งปวงในคดีการฆ่านายพอละจี ปริมาณ 8 ข้อกล่าวหา.…

‘ดีเอสไอ’ รับมือโจรไซเบอร์ ชี้อาชญากรรมปี 62 แนวโน้มก่อคดีสูง

ดีเอสไอ

ดีเอสไอ ตร.แถลงผลงานในรอบปี ภาพรวมอาชญากรรมคดีประทุษร้ายเกี่ยวกับทรัพย์และเพศน้อยลงแต่แจ้งเตือนประชาชนอาชญากรรมทางไซเบอร์จะเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า

ดีเอสไอ แต่ยังคุยโวปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์หมดไปจากประเทศแล้ว คดียาเสพติดจับกุมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบคืนทรัพย์สินและโฉนดที่ดินให้กับเหยื่อกว่า 14,975 ราย รวมมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ด้านดีเอสไอประชุมร่วม 7 หน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ปี 2562

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก ตร. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ร่วมกันสรุปผลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2561 พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า ภาพรวมอาชญากรรมพื้นฐานลดลง เช่นคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย เพศ มีคดีเกิด 18,923 ราย

จับได้ 15,879 ราย คิดเป็น 83.91 เปอร์เซ็นต์ มีสถิติลดลงกว่า 1,000 ราย คดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ มีคดีเกิด 57,671 ราย จับได้ 38,696 ราย คิดเป็น 67.10 เปอร์เซ็นต์ มีสถิติลดลงกว่า 4,000 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนอาชญากรรมทางไซเบอร์จะเพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ.2562

“ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมิจฉาชีพนำมาใช้ทำผิด ทำให้เกิดอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “อาชญากรรมไซเบอร์” หรือ “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์” เช่นคดีฉ้อโกงออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งรักหลอกออนไลน์ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา คดีค้ามนุษย์ หรือคดีเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ในรอบปี 2561

มีสถิติสูงขึ้นอย่างมากรับแจ้ง 26,659 ราย ศปอส.ตร.จับได้ 16,086 ราย ทั้งนี้ คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีเกิดขึ้น 508 ราย จับกุมทั้งหมดเรียกว่าหมดไปจากประเทศแล้ว รวมความผิดคดีอาชญากรรมไซเบอร์

ระดมกวาดล้างมีมูลค่า 428,494,744 บาท ส่งเรื่องให้ ปปง. ยึดทรัพย์แล้ว 16 เรื่อง มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดและรออายัด 397,635,520 บาท ส่วนคดียาเสพติดมีผลจับกุมเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2560

จับกุม 556,502 ราย ผู้ต้องหากว่า 615,134 คน มีคดีเพิ่มขึ้นกว่า 93,140 ราย สรุปภาพรวมอาชญากรรมทั้งประเทศ ในปี 2561 รับคำร้องทุกข์ 762,890 คดี จับกุม 699,043 คดี คิดเป็น 91.63 เปอร์เซ็นต์ แนวโน้มอาชญากรรมลดลงเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.” โฆษก ตร.กล่าว

ดีเอสไอ

ด้าน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักผาล ผบช.สตม.กล่าวว่า ศปอส.ตร. แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ในรอบปี 2561 รับแจ้ง 21,383 ราย เข้าไกล่เกลี่ยและคืนทรัพย์สินและโฉนดที่ดินให้กับประชาชน 6 ครั้ง ประชาชนรับคืนกว่า 14,975 ราย คืนโฉนดที่ดิน 11,805 ฉบับ จำนวน 36,990 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา คิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้แนวโน้มอาชญากรรมในปี 2562

จะเห็นว่าอาชญากรรมไซเบอร์ หรืออาชญากรรมคอมพิวเตอร์จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคดียาเสพติดมีผลการจับกุมที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขอแจ้งเตือนให้ประชาชน ตระหนักรู้และรู้เท่าทันภัยหลอกลวงต่างๆเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ รวมถึงร่วมกันป้องกันอาชญากรรมภัยจากยาเสพติด ให้ลดน้อยและหมดไปจากประเทศ

ต่อมาเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เป็นประธานการประชุมร่วม 7 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมธนาคารไทย และกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อหารือมาตรการในการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์ที่ขัดต่อความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน พร้อมสร้างการรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ปี 2561 ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง พบรูปแบบการกระทำความผิด

1.ฉ้อโกงในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

2.หลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง

3.หลอกลวงว่าเป็นบุคคลอื่นโดยการปลอมอีเมล

4.เผยแพร่หรือส่งต่อภาพลามกอนาจาร หรือข้อความอันเป็นเท็จฯ

5. หลอกลวงจีบผู้หญิงหรือเพศอื่นด้วยการพูดคุยผ่านโปรแกรมแชตทำให้เหยื่อเชื่อว่าตกหลุมรัก

6.การรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝาก ฝากถึงประชาชนให้รู้ทันถึงรูปแบบอาชญากรรมทางไซเบอร์จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/