แอร์โฮสเตส เครื่องบินไฟลุก ต้องจับผู้โดยสารโยนออก เหตุมีแต่คนห่วงกระเป๋า

แอร์โฮสเตส

แอร์โฮสเตส เครื่องบินไฟลุก

แอร์โฮสเตส เปิดใจนาทีอพยพผู้โดยสารในนาทีสติ จำเป็นต้องกระชากคอเสื้อและจับทุกคนโยนออกจากเครื่องบิน ท่องในใจต้องช่วยชีวิตเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

สำนักข่าวต่างประเทศยังเกาะติดรายงานเหตุโศกนาฏกรรมเครื่องบินโดยสารสายการบินแอโรฟลอตเพลิงลุกไหม้ระหว่างทำการบินลงจอดฉุกเฉินที่ท่าอากาศยานนานาชาติเชเรเมเตียโว กรุงมอสโก เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (5 พ.ค.) เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 41 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ขณะที่นักบินให้การว่าเครื่องบินโดนฟ้าผ่า ทำให้ระบบการสื่อสารและระบบนำร่องเสียหาย ต้องตัดสินใจบินลงจอดฉุกเฉิน ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น

ล่าสุดสื่อของอังกฤษได้พูดคุยกับ แทธยานา หนึ่งในพนักงานต้อนรับบนเที่ยวบิน SU1492 ที่เกิดเหตุ เธอยอมรับว่าในช่วงเวลานั้น ตัดสินใจกระชากคอเสื้อของผู้โดยสารและจับพวกเขาโยนออกไปทางประตูฉุกเฉิน เนื่องจากต้องทำการอพยพลงจากเครื่องบินในเร็วที่สุด และยังพบว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่ยังตื่นตระหนกและเป็นห่วงเอื้อมคว้าเอาสัมภาระติดตัวไปด้วย ทั้งที่เป็นกฎสากลที่แจ้งเอาไว้เสมอ เมื่อเครื่องบินจะบินขึ้นทุกครั้ง

แอร์โฮสเตส สาวเล่าสาว ช่วงเวลาที่เครื่องบินทำการลงจอดฉุกเฉินทุกอย่างค่อนข้างตื่นตระหนก ผู้โดยสารเริ่มกรีดร้องเสียสติ เมื่อเห็นเปลวไฟลุกโชนอยู่ด้านนอกเครื่องบิน แต่ทันทีที่เครื่องบินจอดนิ่งสนิทแล้ว ด้วยสัญชาตญาณและทักษะที่ฝึกฝนมา เธอใช้เท้าแตะปุ่มฉุกเฉินและเปิดประตูฉุกเฉินออก และสั่งให้ผู้โดยสารรีบลงจากเครื่องบินให้เร็วที่สุด

ภายในเครื่องบินนั้นมีกลุ่มควันดำปกคลุมไปทั่ว ก่อนที่ทุกคนจะรีบตื่นตัวอพยพ แม้ทุกคนจะตื่นตระหนกอยู่ก็ตาม ผู้โดยสารคนหนึ่งโทรศัพท์พูดคุยกับปลายสายไปด้วยว่า “เครื่องบินไฟไหม้ใหญ่เลย เครื่องบินเพิ่งตกเมื่อกี้!” และเธอจึงช่วยเหลือผู้โดยสารลงจากเครื่องบินให้ได้มากที่สุด แม้จะต้องคว้าคอเสื้อผ้าเขาและจับโยนลงไป

แทธยานา ยังบอกว่า แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจริงเช่นนี้ เธอยังเห็นผู้โดยสารบางคนยังเป็นห่วงในกระเป๋าของตัวเอง พยายามจะเปิดช่องสัมภาระเพื่อคว้านำติดตัวไปด้วย ทำให้ระบบการอพยพต้องติดขัดและส่งผลกระทบต่อผู้อื่นในการช่วยชีวิตในพื้นที่จำกัด ในทุกๆ เที่ยวบินมักบอกอยู่เสมอว่า “หากเกิดเหตุฉุกเฉินควรทิ้งสัมภาระและอพยพออกจากตัวเครื่องทันที” แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ใส่ใจกับข้อความดังกล่าว

ทั้งนี้ แทธยานา ได้ยืนยันอีกเสียงว่า เครื่องบินถูกฟ้าผ่าหลังจากที่ทำการเทคออฟขึ้นจากสนามบินต้นทางเพียงไม่นาน ทำให้กัปตันตัดสินใจวนเครื่องบินกลับไปลงจอดฉุกเฉิน และพบว่าระบบไฟฟ้าบางอย่างบนเครื่องบินได้รับความเสียหายด้วย แต่เพลิงไหม้เกิดขึ้นตอนเครื่องบินลงกระแทกกับพื้นรันเวย์ ไม่ใช่เป็นเหตุไฟไหม้กลางอากาศ

ขณะที่ผู้โดยสารส่วนหนึ่งที่รอดชีวิตต่างก็ให้การยกย่องและขอบคุณ แอร์โฮสเตส สาวและลูกเรือที่ช่วยชีวิตพวกเขาอย่างสุดความสามารถ หลายคนยอมรับว่าสติแตกและกลับมาตอนที่เกิดเหตุ แต่พวกลูกเรือก็เข้ามาเรียกสติของพวกเขาให้กลับคืนมา และเริ่มรู้ตัวว่าจะต้องหนีตายออกไปจากจุดนี้ให้ได้

แต่อย่างไรก็ตาม โศกนาฏกรรมดังกล่าวก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 41 ศพ รวมทั้งเด็กอย่างน้อย 2 คนที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุครั้งนี้ รวมทั้งพนักงานต้อนรับชายบนเครื่องบินที่เสียชีวิตเช่นเดียวกัน ขณะที่ชาวเมืองเมอร์มานสค์ ปลายทางของเที่ยวบินดังกล่าว ได้ประกาศไว้อาลัยและไว้ทุกข์ให้กับผู้สูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเวลา 3 วัน
ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/news/7762399/