2 หนุ่ม เพื่อนโจรจี้รถขนเงิน หอบเงินแสนคืนตำรวจ อ้างเพื่อนบอกว่าได้มรดก

2 หนุ่ม

2 หนุ่ม จากกรณีที่ นายทักษ์ดนัย หรือ กอล์ฟ อายุ 27 ปี และ นายจิรายุส หรือ แบงค์ อายุ 20 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์ เงินสด 7.2 ล้านบาท จากพนักงานรถขนเงิน เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยต่อมานายจิรายุส ถูกควบคุมตัวได้ ส่วนนายทักษ์ดนัย ยิงต่อสู้ขณะถูกติดตามตัว จนถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญ

2 หนุ่ม

วันที่ 12 มี.ค. นายเบล และ นายเต้ย อ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทนายจิรายุส หรือ แบงค์ ผู้ต้องหา เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อนำเงินสดจำนวน 138,000 บาท ซึ่งเป็นเงินของกลางมอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อต้องการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้

นายเบล ให้การอ้างว่า ตนเป็นเพื่อนสนิทกับนายจิรายุส มาตั้งแต่เด็กหลังเกิดเหตุได้ 1 วัน นายจิรายุส ได้ชักชวนให้ไปช่วยทำความสะอาดห้องเช่าย่านบางบอน เพื่อจะย้ายเข้ามาอยู่ ระหว่างนั้นตนได้เห็นกระเป๋าเดินทางสีดำภายในมีเงินสดจำนวนมาก จึงได้สอบถามก่อนที่นายจิรายุส จะอ้างว่าเป็นเงินที่ได้รับจากมรดกของยาย

โดยนายทักษ์ดนัย เป็นผู้แบ่งให้ตนเองและนายเต้ย คนละ 200,000 บาท โดยไม่มีเงื่อนไข ก่อนจะแยกย้ายและไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย จนกระทั่งมาเห็นข่าวจากสื่อมวลชนว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำผิด จึงได้ไปหารือกับญาติที่เป็นนายทหารเพื่อให้ติดต่อกับตำรวจเพื่อนำเงินส่วนที่เหลือมาคืนด้วยความบริสุทธิ์ใจ

2 หนุ่ม

ด้าน นายเต้ย ยอมรับว่าหลังได้รับเงินคนละ 200,000 บาท ก็สงสัยว่าทำไมเงินซึ่งเป็นมรดกของนายจิรายุส แต่นายทักษ์ดนัยกลับเป็นคนจัดการบริหารเรื่องเงิน แต่ด้วยความอยากได้เงินจึงไม่ติดใจหรือสงสัยกับเงินจำนวนดังกล่าว ก่อนนำไปใช้จ่ายส่วนตัวกว่า 120,000 บาท

พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล (ผบก.สส.บช.น.) ระบุ จะต้องสอบปากคำทั้งสองคนในเชิงลึกรวมถึงรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายว่าทั้งสองคนมีส่วนรู้เห็นตั้งแต่ต้น หรือมารู้ข่าวทีหลังตามที่อ้างโดยยังไม่เชื่อคำให้การ

จากนี้จะเร่งติดตามเงินที่เหลืออีกกว่า 2 ล้านบาท รวมทั้งขยายผลกับบุคคลที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการชิงเงินครั้งนี้อีก 1-2 ราย รวมทั้งประสานกับทาง สภ.บางใหญ่ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.เนื่องจากนายแบงค์ 1 ในคนร้ายรับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายกอล์ฟก่อเหตุจี้ชิงเงินที่ สภ.บางใหญ่ และได้เงินส่วนแบ่งจำนวน 1,600,000 บา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

 …

จำคุก 13 ปี บังฮิม สายหื่น ย่องอพาร์ตเมนต์ข่มขืน นศ.สาวดันไม่ล็อกห้อง

จำคุก 13 ปี

จำคุก 13 ปี ศาลสั่งจำคุก “บังฮิม” หนุ่มหื่น 13 ปี คดีก่อเหตุใช้กำลังบังคับข่มขืนนักศึกษาสาวในอพาร์ตเมนต์ ย่านห้วยขวาง หลังอารมณ์ค้าง นัดสาวประเภทสองแล้วไม่เจอ สุ่มหาห้องเลือกเหยื่อไม่ล็อกประตู

จำคุก 13 ปี เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 มี.ค.62 ศาลอ่านคำพิพากษาคดี ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุรินทร์ หรือ บังฮิม ยันตะดิลก อายุ 37 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา, ข่มขืนใจผู้อื่น, ชิงทรัพย์ในเคหสถานและบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น

กรณีเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2561 จำเลยได้บุกขึ้นไปในห้องพักแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง แล้วข่มขืนกระทำชำเรานักศึกษาสาวรายหนึ่ง อายุ 19 ปี ซึ่งอยู่ภายในห้องที่ไม่ได้ล็อกประตู ก่อนลักทรัพย์สินหลายรายการ อาทิ พระเครื่องจำนวน 6 องค์ หลบหนีไป กระทั่งพนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง ขออนุมัติหมายจับศาลอาญา ที่ จ.2190/2561 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2561 ติดตามจับกุมจำเลยได้บริเวณหน้าบ้านเลขที่ 160 ซ.รามอินทรา 2 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพ

จำคุก 13 ปี

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานยืนยันจดจำลักษณะ หน้าตาและเสียงของจำเลยได้ชัดเจน มีพนักงานสอบสวนและพยานแวดล้อมยืนยันตัวตนของจำเลยที่ลักทรัพย์ของผู้เสียหายไป และผลตรวจดีเอ็นเอของจำเลยที่ติดกับร่างกายของผู้เสียหายตรงกัน ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมา พยานหลักฐานฟังได้ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง

พิพากษาให้จำคุกจำเลย ฐานข่มขืน 8 ปี, ฐานชิงทรัพย์ในเคหสถานและบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานข่มขืน 4 ปี, ฐานชิงทรัพย์ฯ 9 ปี รวมจำคุก 13 ปี และมีคำสั่งให้จำเลยต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่ชิงไปให้แก่ผู้เสียหาย.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

พระนักทำนาย ดวงเมืองฯ ชี้ จะเกิดเหตุการณ์”แผ่นดินเดือด”อีกครั้ง!

พระนักทำนาย

พระนักทำนาย “มหาภูติพันอ้น” พระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น พระยอดนักทำนายดวงเมืองเชียงใหม่ ปีนี้เปลี่ยนมาใช้วิธีเขียนแทนพูด ทำนายขยายวงถึงดวงประเทศ ชี้ปีนี้การเมืองขัดแย้ง แผ่นดินเดือด คนที่เห็นต่าง จะออกมาประท้วง

พระนักทำนาย วันที่ 9 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พระสงฆ์ ที่ได้ชื่อว่า เป็นยอดแห่งนักทำนายชะตาบ้านเมืองเชียงใหม่ ที่จะทำนายเตือนภัยในทุกๆ ปี และแม่นยำมามาก แต่ปีนี้ใช้การเขียนเป็นข้อความเตือนภัยผ่านสื่อมวลชน ไปถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องในชะตาฟ้าดินของบ้านเมือง ซึ่งในครั้งนี้ไม่เฉพาะเชียงใหม่ แต่ขยายไปทั่วประเทศ รวมถึงประเทศที่อยู่บนโลกนี้

ทั้งนี้ พระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เลขานุการศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา จังหวัดเชียงใหม่ ได้เขียนฝากข้อความเตือนถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปี พ.ศ.2562 เริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 5 เมษายน ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ไปจนถึงวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2563 ปีนี้ ดาวจันทร์ (2) ธาตุดินตกภิงคะ ดาวพฤหัสบดี (5) ธาตุดินตามรณะ ธาตุดินเสียทั้งคู่ สภาพอากาศจะแห้งแล้ง ภัยแล้งจะคุกคามหนัก เกษตรกรจะเดือดร้อน จะเกิดแผ่นดินไหว ดินยุบตัว แผ่นดินทรุดตัว สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลกอย่างเช่น ประเทศฝรั่งเศส กรีซ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง จีน พม่า เป็นต้น

ส่วนประเทศไทยก็มีผลกระทบไม่น้อยเหมือนกัน จังหวัดที่เกิดความเสียงสูงเช่น จังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ กำแพงเพชร แพร่ เชียงราย พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อำเภอที่จะได้รับผลกระทบเช่นอำเภอเมือง สะเมิง สารภี ไชยปราการ ฝาง แม่อาย และแม่แจ่ม

ดาวอังคาร (3) ธาตุลม ตกปุ่ติ ปีนี้อากาศแห้งเเลัง สภาพอากาศจะร้อนจัด ก่อให้เกิดลมพายุพัดอย่างรุนแรง ต้นไม้หักโค่น บ้านเรือนพังเสียหาย ดินโคลนถล่ม ปีที่แล้วแต่ละประเทศประสบอุทกภัย แต่ปีนี้แต่ละประเทศจะประสบวาตภัยลมพายุจะสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

พระนักทำนาย

การเงิน (2) ขาดสภาพคล่อง คนไม่กล้าลงทุน เพราะลงทุนไปแล้วมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน การค้าขายจะฝืดเคือง เศรษฐกิจจะชะลอตัว ยอดการขายจะลดลงอันเนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนลดลง ผู้ประกอบการบางรายต้องปิดตัวลงเพราะทนต่อการขาดทุนต่อเนื่องไม่ไหว เศรษฐกิจตกต่ำประชาชนจะเดือดร้อน

สถานการณ์โลก จะเกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศผู้นำของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา กับประเทศจีน (ดาวอาทิตย์ 1 ปะทะ ดาวอังคาร 3 คู่ศัตรู) ต่างแสดงศักยภาพการเป็นผู้นำเบอร์ 1 ของโลก

สถานการณ์บ้านเมือง ในประเทศไทย จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินเดือด แผ่นดินจะร้อนระอุลุกเป็นไฟขึ้นอีกคำรบหนึ่ง ความขัดแย้งของนักการเมือง รวมทั้งประชาชนที่เห็นต่างจะลุกขึ้นมาประท้วงก่อการจลาจล และเป็นช่องทางให้ทหาร (ดาว3) ออกมาเคลื่อนไหวสร้างอิทธิพลอีกครั้งหนึ่ง สรุปคือบ้านเมืองจะวุ่นวายอีก

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศาสนสถานจะถูกทำลาย เช่น ศาลหลักเมือง อนุสาวรีย์ วัดโบสถ์มัสยิด สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาจะถูกทำลายจากผู้ก่อการร้าย นักบวชพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงจะมรณภาพมากกว่าทุกปี ศีลธรรมจะเสื่อมลง (ดาว 5 ตกมรณะ) ผู้คนจะเห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ประเภทเอาดีใส่ตัว โยนความชั่วใส่ผู้อื่น

กิเลสตัณหาความอยาก (ดาว 6 อยู่อธิบดี) ผู้คนจะถูกกิเลสตัณหาความทะยานอยากเข้าครอบงำ ทำให้คนผิดศีลผิดธรรม ก่อคดีสะเทือนขวัญเพิ่มมากขึ้น

คนที่เกิดวันจันทร์ วันพฤหัสบดี และวันอังคารต้องระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ จิตใจฟุ้งซ่านขาดสมาธิ เจ็บป่วย มีอุบัติเหตุ หน้าที่การงานติดขัดมีปัญหาและอุปสรรค คนเกิดวันจันทร์ทีมี่อายุย่าง 23-27-30-34-37-41-44-48-51-55-5862-65-69-72 ต้องระมัดระวังให้มาก คนเกิดวันอังคารที่มีอายุย่าง 21-2428-31-35-38-42-45-49-52-56-59-63-66-70 ต้องระมัดระวังไม่ควรประมาท คนเกิดวันพฤหัสบดีที่มีอายุย่าง 23-26-30-33-37-40-44-47-51-54-58-61-65-68-72 ต้องระมัดระวังให้มาก ควรหมั่นทำบุญตักบาตรถวายสังฆทาน ไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอนทุกคน และควรไหว้พระสวดมนต์วัดรากวัดยอดของตนเองเสริมดวงชาตาเพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัย และผ่อนหนักให้เป็นเบา

สำหรับพระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น เชียงใหม่ ในทุกๆ ปีจะออกมาทำนายชะตาบ้านเมือง ซึ่งแต่เดิมก็ทักทำนายเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และแทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์จะเป็นไปตามคำทาย แต่ในปีนี้ปรากฏว่า พระครูธรรมทัต ไม่ยอมพูด แต่เขียนพิมพ์เอกสารแจกให้และขอไม่ให้ถาม แต่ให้อ่านจากแผ่นเอกสารที่แจกให้โดยใช้นามแฝงว่า”มหาภูติพันอ้น”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

ชื่นชมความอดทน ของ “พลทหารพัชรพงษ์” แม้โดนระเบิด เจ็บ แต่ไม่มีน้ำตา

ชื่นชมความอดทน

ชื่นชมความอดทน อดทนสมชายชาติทหาร ผู้บังคับบัญชา ชื่นชม “พลทหารพัชรพงษ์” แม้โดนระเบิด เจ็บ แต่ไม่มีน้ำตา พร้อมชมครอบครัวสุดเข้มแข็ง

ชื่นชมความอดทน จากกรณี พลทหาร พัชรพงษ์ หาลาภ อายุ 22 ปี ตำแหน่ง พลปืนเล็ก ร้อยร.112 พัน.ร.11 ทหารชุดลาดตระเวน เหยียบกับระเบิดไม่ทราบฝ่ายข้อเท้าขาด ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เขตช่องอานม้า ต.โซง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ (ทหารเหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขาด ฝังช่องอานม้า ชายแดนเขมร)

ล่าสุด เฟซบุ๊ก No Play ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า ชื่นชมเมฆมาก ไม่เห็นน้ำตาแม้แต่หยดเดียว แม่มาถึงยังบอกแม่ไม่ให้ร้องไห้… เราไม่ต้องการคำสรรเสริญ เราไม่ต้องการความสงสาร มัน คือ หน้าที่เรา เราเตรียมใจใว้กับสถานการณ์แบบนี้อยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ผมบอกลูกน้องตั้งแต่มาทำงานชายแดนครั้งแรก…เพราะผมคือ ผบ.ร้อย. น้องเอง ระเบิดไม่ได้เลือกยศ ไม่ได้เลือกใคร มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเราทุกคน

ทั้งนี้ ทุกคน ก็เดินลาดตระเวนเหมือนกัน น้องเองเดินเป็นคนที่สาม คนแรก คนสอง ไม่เป็นไร แต่โชคชะตานั้นมาเกิดกับน้อง ผมในฐานะคนหนึ่งที่รับผิดชอบน้องอยู่ ต้องบอกว่าเสียใจ เสียใจกับการสูญเสีย เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ดีใจในความเป็นทหารของน้อง และลำบากใจ ลำบากใจที่สุดในการพูดกับครอบครัวน้อง

ชื่นชมความอดทน

อย่างไรก็ตาม ความกังวลนั้นผมก็น้อยลงเมื่อผมได้พูดกับ พ่อ กับแม่ และยายน้อง ผมรู้เลยน้องแข็งแกร่งได้เพราะใคร ชื่นชมครอบครัวน้องมาก แน่นอนเราทุกคนเสียใจ ผมเสียใจมากเท่าไร พ่อแม่น้องยิ่งหลายร้อยเท่ากว่าผมมาก ยิ่งตัวน้องแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ทุกคนไม่มีใครทำให้ความหดหู่นั้นมาลดทอนกำลังใจเลย

ผมคงไม่บอกว่าเรามีทหารไว้ทำไม เพราะเราทำตามหน้าที่ ซึ่งหน้าที่เราไม่เคยเลือกสถานที่ แค่ทำเพื่อประเทศชาติก็พอ ทหารในเมืองวันหนึ่งก็ต้องมาชายแดน ทหารชายแดนวันหนึ่งก็ต้องมีทำหน้าที่ในเมือง ทุกคนมีความเสี่ยงหมด … ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีพอ ทุกๆ อาชีพ แล้วสังคมจะดีเอง

“สุดท้ายตัวผมคงไม่มีวันลืมและทอดทิ้งน้องแน่นอนเป็นความทรงจำที่แฝงด้วยทุกความรู้สึก และถ้าขออะไรสักอย่างได้ก็คงขอให้อย่าลืมคนที่เสียสละเพื่อแผ่นพื้นดินเรา ไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็แล้วแต่”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

“สิบตำรวจโท” เครียดถูกย้าย-พักราชการ ลั่นไกยิงตัวเองดับคาบ้านพัก

สิบตำรวจโท

สิบตำรวจโท สิบตำรวจโทใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิต คาดเครียดถูกพักราชการ หลังจากไปก่อเหตุพยายามฆ่าในพื้นที่ สน.ประเวศ เมื่อช่วงเดือน พ.ค. 2561

สิบตำรวจโท วันที่ 8 มี.ค. 2562 เวลาประมาณ 12.00 น. ที่ผ่านมา สภ.โคกชะงาย ได้รับแจ้งจากพลเมืองดี มีสิบตำรวจโทใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิต ภายในบ้านพัก ต.นาท่อม อ.เมือง จ.พัทลุง หลังรับแจ้งจึงเดินทางเข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบศพ ส.ต.ท.ยุทธนา อายุ 29 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.บางนา กทม. ใช้ปืนขนาด 9 มม. ยิงศีรษะตัวเองเสียชีวิตในห้องพัก ใกล้เคียงพบอาวุธปืนตกอยู่ 1 กระบอก

สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ส.ต.ท.ยุทธนา ได้ออกจากบ้านในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง และกลับมายังบ้านพักของพ่อแม่ และเมื่อจอดรถก็ได้เดินขึ้นไปชั้นบน ก่อนที่จะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด เมื่อญาติวิ่งไปดูพบว่ายิงตัวเองเสียชีวิตดังกล่าว

สิบตำรวจโท

สาเหตุเบื้องต้นทราบว่า ก่อนหน้านี้ ส.ต.ท.ยุทธนา ถูกพักราชการหลังจากไปก่อเหตุพยายามฆ่าในพื้นที่ สน.ประเวศ เมื่อช่วงเดือน พ.ค. 2561 ก่อนถูกย้ายกลับมายังบ้านเกิด ในระหว่างที่พักราชการก็ไม่มีงานทำ เคยบ่นกับญาติว่าเครียดๆหลายครั้ง ซึ่งทางญาติก็พยายามปลอบใจ แต่คิดไม่ถึงว่าจะตัดสินใจยิงตัวเองเสียชีวิต

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/

‘ดีเอสไอ’ รับมือโจรไซเบอร์ ชี้อาชญากรรมปี 62 แนวโน้มก่อคดีสูง

ดีเอสไอ

ดีเอสไอ ตร.แถลงผลงานในรอบปี ภาพรวมอาชญากรรมคดีประทุษร้ายเกี่ยวกับทรัพย์และเพศน้อยลงแต่แจ้งเตือนประชาชนอาชญากรรมทางไซเบอร์จะเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า

ดีเอสไอ แต่ยังคุยโวปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์หมดไปจากประเทศแล้ว คดียาเสพติดจับกุมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบคืนทรัพย์สินและโฉนดที่ดินให้กับเหยื่อกว่า 14,975 ราย รวมมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ด้านดีเอสไอประชุมร่วม 7 หน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ปี 2562

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ธ.ค. พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก ตร. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ร่วมกันสรุปผลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี 2561 พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า ภาพรวมอาชญากรรมพื้นฐานลดลง เช่นคดีความผิดเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย เพศ มีคดีเกิด 18,923 ราย

จับได้ 15,879 ราย คิดเป็น 83.91 เปอร์เซ็นต์ มีสถิติลดลงกว่า 1,000 ราย คดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ มีคดีเกิด 57,671 ราย จับได้ 38,696 ราย คิดเป็น 67.10 เปอร์เซ็นต์ มีสถิติลดลงกว่า 4,000 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2560 แต่ขอแจ้งเตือนประชาชนอาชญากรรมทางไซเบอร์จะเพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ.2562

“ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมิจฉาชีพนำมาใช้ทำผิด ทำให้เกิดอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “อาชญากรรมไซเบอร์” หรือ “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์” เช่นคดีฉ้อโกงออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งรักหลอกออนไลน์ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา คดีค้ามนุษย์ หรือคดีเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ในรอบปี 2561

มีสถิติสูงขึ้นอย่างมากรับแจ้ง 26,659 ราย ศปอส.ตร.จับได้ 16,086 ราย ทั้งนี้ คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีเกิดขึ้น 508 ราย จับกุมทั้งหมดเรียกว่าหมดไปจากประเทศแล้ว รวมความผิดคดีอาชญากรรมไซเบอร์

ระดมกวาดล้างมีมูลค่า 428,494,744 บาท ส่งเรื่องให้ ปปง. ยึดทรัพย์แล้ว 16 เรื่อง มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดและรออายัด 397,635,520 บาท ส่วนคดียาเสพติดมีผลจับกุมเพิ่มมากขึ้นกว่าปี 2560

จับกุม 556,502 ราย ผู้ต้องหากว่า 615,134 คน มีคดีเพิ่มขึ้นกว่า 93,140 ราย สรุปภาพรวมอาชญากรรมทั้งประเทศ ในปี 2561 รับคำร้องทุกข์ 762,890 คดี จับกุม 699,043 คดี คิดเป็น 91.63 เปอร์เซ็นต์ แนวโน้มอาชญากรรมลดลงเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.” โฆษก ตร.กล่าว

ดีเอสไอ

ด้าน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักผาล ผบช.สตม.กล่าวว่า ศปอส.ตร. แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ในรอบปี 2561 รับแจ้ง 21,383 ราย เข้าไกล่เกลี่ยและคืนทรัพย์สินและโฉนดที่ดินให้กับประชาชน 6 ครั้ง ประชาชนรับคืนกว่า 14,975 ราย คืนโฉนดที่ดิน 11,805 ฉบับ จำนวน 36,990 ไร่ 3 งาน 97 ตารางวา คิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้แนวโน้มอาชญากรรมในปี 2562

จะเห็นว่าอาชญากรรมไซเบอร์ หรืออาชญากรรมคอมพิวเตอร์จะมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคดียาเสพติดมีผลการจับกุมที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขอแจ้งเตือนให้ประชาชน ตระหนักรู้และรู้เท่าทันภัยหลอกลวงต่างๆเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ รวมถึงร่วมกันป้องกันอาชญากรรมภัยจากยาเสพติด ให้ลดน้อยและหมดไปจากประเทศ

ต่อมาเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เป็นประธานการประชุมร่วม 7 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สมาคมธนาคารไทย และกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อหารือมาตรการในการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์ที่ขัดต่อความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีต่อประชาชน พร้อมสร้างการรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ปี 2561 ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง พบรูปแบบการกระทำความผิด

1.ฉ้อโกงในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

2.หลอกลวงให้เข้าเว็บไซต์ปลอมทำเลียนแบบเว็บไซต์จริง

3.หลอกลวงว่าเป็นบุคคลอื่นโดยการปลอมอีเมล

4.เผยแพร่หรือส่งต่อภาพลามกอนาจาร หรือข้อความอันเป็นเท็จฯ

5. หลอกลวงจีบผู้หญิงหรือเพศอื่นด้วยการพูดคุยผ่านโปรแกรมแชตทำให้เหยื่อเชื่อว่าตกหลุมรัก

6.การรับจ้างเปิดบัญชีเงินฝาก ฝากถึงประชาชนให้รู้ทันถึงรูปแบบอาชญากรรมทางไซเบอร์จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

เหยื่อ “สุทิพย์” โกง เตรียมพบ ผบ.ตร.รอบ 2 เผยความในใจ จะตายอยู่แล้ว

เหยื่อ

เหยื่อ “ผู้กองประเสริฐ” 1 ในเหยื่อตำรวจที่ถูก “พล.ต.ต.สุทิพย์” อดีตผู้การเลย พร้อมพวกโกงเงินโครงการกู้รวมหนี้

เหยื่อ ทนสภาพหนี้สินไม่ไหว บ้านถูกยึดครอบครัวมีปัญหา เผยตร.ทุกคน ตอนนี้กำลังจะตายอยู่แล้ว

กรณีตำรวจ ภ.จ.วเลย 196 นาย ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช รอง ผบช. สกพ. อดีตผู้บังคับบัญชาเมื่อครั้งเป็น ผบก.ภ.จ.เลย พร้อมพวก ชักชวนเข้าร่วมโครงการกู้รวมหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเลยไปปิดหนี้ธนาคารและนำไปลงทุนจนต้องสูญเงินกว่า 240 ล้านบาท กระทั่ง พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 สั่งสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาข้อหาฐานฉ้อโกงประชาชน และแชร์ลูกโซ่ พร้อมกับให้ออกราชการไว้ก่อน ขณะที่ผลกระทบจากโครงการกู้รวมหนี้ดังกล่าวทำให้ ร.ต.อ.สมเผ่า โพธิ์ศรี อายุ 60 ปี รอง สวป.สภ.ปากชม จ.เลย 1 ในเหยื่อที่ถูกโกงถึงกับเครียดหนัก หลังเพื่อนตำรวจที่ค้ำประกันถูกยึดที่นา ทำให้ตัวเองคิดมากจนเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต ขณะที่ ร.ต.อ.ประเสริฐ โคบำรุง รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองเลย ก็เกิดอาการเครียดจัด จนอาเจียนออกมาเป็นเลือดไม่หยุด ภรรยาต้องรีบหามส่ง รพ.เข้ารับการรักษา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เหยื่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มี.ค.62 ร.ต.อ.ประเสริฐ เปิดเผยว่า สำหรับตนเองเป็น 1 ในเหยื่อที่ถูกโกง ซึ่งตั้งแต่เดือน ก.พ.61 จนมาถึงปัจจุบันครบ 1 ปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าของคดีว่าเป็นไปในทิศทางไหน โดยมีการเรียกข้าราชการตำรวจ 196 ราย ไปสอบปากคำที่ ภ.จว.เลย และ บช.ภ.4 ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เข้าพบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ สตช. ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

“ตำรวจทุกคนตอนนี้กำลังจะตายอยู่แล้ว บ้านโดนยึดหลายคนและกำลังถูกฟ้องอีกนับสิบราย ประกาศขายบ้าน จำนองบ้าน ลูกเข้าเรียนก็ไม่มีเงิน เงินใช้จ่ายในครอบครัวก็ไม่มี จนครอบครัวมีปัญหา เกิดอาการเครียด เสียการเสียงาน จะพูดก็ไม่ได้ เพราะผิดวินัยข้าราชการตำรวจ”

ร.ต.อ.ประเสริฐ เผยอีกว่า อยากกราบขอวิงวอนผู้ใหญ่ช่วยเร่งรัดคดี เพื่อเอาเงินมาคืนให้ข้าราชการตำรวจด้วย โปรดเห็นใจข้าราชการชั้นผู้น้อยด้วย ทุกวันนี้ตำรวจไปตามจับกลุ่มนายทุนที่มาปล่อยกู้นอกระบบผิดกฎหมาย สุดท้ายต้องมาขอกู้เงินนอกระบบ ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย ต้องจ่ายเป็นรายวันให้กลุ่มนายทุน จนสุดจะทนแล้ว จึงได้หารือว่าคืนนี้จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอพบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นครั้งที่สอง เพื่อวิงวอนขอให้ช่วยเหลือและเร่งรัดคดีด้วย นำเงินมาคืนให้ตำรวจด้วย.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

อียูผนึกกำลัง สู้ภัยอาชญากรรมไซเบอร์ด้วยการเพิ่มความร่วมมือด้านข่าว

อียูผนึกกำลัง

อียูผนึกกำลัง สมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) 28 ประเทศ เปิดเผยแผนความร่วมมือแก้ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์

อียูผนึกกำลัง  ด้วยการเพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างชาติสมาชิก ท่ามกลางภัยคุกคามจากการโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ รวมถึงการปล่อยไวรัสเรียกค่าไถ่ และการฉ้อโกงผ่านธนาคาร

อียูยังจะร่วมมือกับองค์การนาโตเปิดศูนย์อบรมป้องกันภัยไซเบอร์ในกรุงบรัสเซลส์ปีหน้า ทั้งจะยกระดับการป้องกันภัยระบบตลาดดิจิตอลในกลุ่มอียู ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้คนมากราว 500 ล้านคน กับผลประโยชน์เฉลี่ยปีละหลายหมื่นล้านยูโร.

อียูผนึกกำลัง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

หาทำเกินกว่าเหตุ วิฯ “กอล์ฟ เหนี่ยวรั้งใจ” แม่ใจจะขาด ลูกเป็นคนดี

หาทำเกินกว่าเหตุ

หาทำเกินกว่าเหตุ ผู้เป็นแม่รอรับศพ “กอล์ฟ เหนี่ยวรั้งใจ” โจรชิงเงินสด 7.2 ล้าน ด้วยความโศกเศร้า ร้องไห้สะอื้น บอกตำรวจทำเกินกว่าเหตุ ลูกชายเป็นคนนิสัยดี ไม่มีทางต่อสู้จนถูกวิสามัญ

หาทำเกินกว่าเหตุ เมื่อวันที่ 4 มี.ค.62 ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นางสุพัตรา เหนี่ยวรั้งใจ อายุ 49 ปี มารดา พร้อมด้วยแฟนสาวของนายทักษ์ดนัย หรือกอล์ฟ เหนี่ยวรั้งใจ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุใช้อาวุธปืนจี้ชิงทรัพย์เงินสด 7.2 ล้านบาท จากพนักงานรถขนเงินบริษัทบริงค์ส เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา เดินทางมารับศพของนายทักษ์ดนัย ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ริมพงหญ้ากลางซอยทวีวัฒนา 1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กทม.

ด้านนางสุพัตรา เหนี่ยวรั้งใจ อายุ 49 ปี มารดาของนายทักษ์ดนัย กล่าวว่า ตนเองมีลูกชาย 2 คน นายทักษ์ดนัยเป็นคนโต ก่อนเกิดเหตุก็อยู่ด้วยกันกับตนเองตลอดที่บ้าน

เพราะแฟนของลูกชายก็พักอาศัยอยู่กับตนเอง ปกติลูกชายตนเองเป็นคนนิสัยดี รักครอบครัว ดูแลตนเองมาตลอด แต่วันที่เกิดเหตุตนเองติดต่อลูกชายไม่ได้ เพราะนัดลูกชายให้รับตนเอง แต่ก็ติดต่อไม่ได้เลย แฟนลูกชายก็ติดต่อไม่ได้ เห็นอีกที่ก็ดูข่าวในโทรทัศน์แล้วจึงทราบเรื่อง

หาทำเกินกว่าเหตุ

ส่วนกรณีที่มีข่าวระบุว่า ลูกชายเป็นผู้ลงมือก่อเหตุในลักษณะเดียวกันที่ห้างสรรพสินค้าเซนทรัล เวสต์เกต เมื่อปี พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ส่วนตัวไม่เชื่อว่าลูกชายจะเป็นคนก่อเหตุ เพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และบ้านที่พักอาศัยอยู่ปัจจุบันเป็นการนำเงินเก็บพร้อมเงินของบุตรชายและตนเองมาซื้อว่า โดยยืนยันว่าไม่ได้นำเงินจากการกระทำผิดกฎหมายมาซื้อแต่อย่างใด ส่วนลูกชายจะเคยทำงานบริษัทรถขนเงินหรือไม่ ตนเองไม่ทราบข้อมูล

สำหรับเหตุการ์ณวิสามัญที่เกิดขึ้น ตนเองมองว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ตำรวจพยายามปกปิดข้อมูล และสร้างสถานการณ์ขึ้นมา เพราะลูกชายตนเองไม่มีอาวุธปืน และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาว่าพบปืนที่ลูกชายนำไปทิ้งแล้ว และไม่มีทางเป็นไปได้ที่ลูกชายจะต่อสู้ หลังจากนี้ตนเองจะเดินหน้าขอความเป็นธรรมและหากเป็นไปได้จะขอให้พิสูจน์ศพลูกชายของตนเองอีกครั้ง.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

เพื่อนบ้านหนีตายวุ่น ! หนุ่มคลั่งยาจุดไฟเผาบ้านตัวเอง ลามวอดเสียหาย 5 หลัง

เพื่อนบ้านหนีตายวุ่น

เพื่อนบ้านหนีตายวุ่น วุ่นทั้งหมู่บ้าน หนุ่มวัย 38 ปี เสพยาจนคลั่ง จุดไฟเผาบ้านตัวเองลามไปยังบ้านเรือนใกล้เคียง วอดเสียหายกว่า 5 หลัง น้องสาวเผย เคยพาพี่ชายไปบำบัดแต่กลับมาเสพอีก

เพื่อนบ้านหนีตายวุ่น เมื่อเวลา 02.00 น. (3 มี.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.พสิฎฐพงษ์ สมบูรณ์ดี รองสารวัตรสอบสวน สภ.โพธิ์ทอง ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนและกำลังลุกลามขยายวงกว้างไปยังบ้านเรือนข้างเคียงอีกหลายหลัง บริเวณชุมชนบางพลับ หมู่ที่ 3 ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง หลังได้รับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น และรีบรุดไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย นายไพบูลย์ ศุภบุญ นายอำเภอโพธิ์ทอง และประสานไปยังเทศบาล และอบต.ใกล้เคียง ส่งรถน้ำดับเพลิง จำนวนกว่า 10 คัน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้าให้การช่วยเหลือ

ในที่เกิดเหตุพบว่าต้นเพลิงเกิดจากบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ซึ่งเป็นบ้านของ นางจรูญ อายุ 61 ปี ในขณะเกิดเหตุไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้าน โดยเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วโหมไปติดบ้านที่ปลูกอยู่ติดกัน ชาวบ้านกว่า 30 ชีวิต ที่อยู่ในชุมชนต่างตกใจรีบขนสิ่งของที่จำเป็นกันโกลาหล เจ้าหน้าที่ต้องช่วยกันระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงไม่ให้ลุกลาม

เนื่องจากในชุมชนดังกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนที่เป็นเครือญาติปลูกอยู่ติดกันอยู่หลายหลัง ประกอบกับทางเข้าชุมชนเป็นทางแคบรถเข้าออกได้ทางเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดับเพลิงด้วยความยากลำบาก ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงจึงจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ เบื้องต้นพบมีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย จำนวน 5 หลังคาเรือน

เพื่อนบ้านหนีตายวุ่น

จากการสอบถาม นางสาวสุวิมล อายุ 31 ปี ลูกสาวเจ้าของบ้าน เล่าว่า เหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ อาจเกิดจากฝีมือของ นายกฤษณะ เอมอนนท์ อายุ 38 ปี พี่ชายของตนเอง ที่ติดยาเสพติดอย่างหนักจนต้องนำตัวไปบำบัดอยู่หลายครั้ง แต่กลับมาแล้วก็ยังกลับมาเสพยาเสพติดเหมือนเดิมจนมีอาการเพี้ยน ซึ่งก่อนเกิดเหตุ i99bet นายกฤษณะ อาศัยอยู่ในบ้านเพียงคนเดียวไม่มีใครอาศัยอยู่ด้วย เพราะพี่ชายชอบก่อความเดือดร้อนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาระงับเหตุอยู่เป็นประจำ และตนเองไม่ถูกกับพี่ชายจนต้องย้ายไปอยู่กับแฟน ขณะเกิดเหตุได้ออกไปเรียกคนในชุมชนว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้

จากนั้นได้วิ่งหนีไปในป่าละเมาะหลังชุมชน จนชาวบ้านออกมาดู พบว่าเพลิงได้ลุกลามรุนแรงจนไม่สามารถดับได้ จึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงให้เข้ามาช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตามขณะนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ได้เตรียมให้การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ตามระเบียบของทางราชการ ซึ่งความเสียหายอยู่ระหว่างการประเมิน ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เร่งสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้อย่างละเอียดอีกครั้ง และหากพบว่าเป็นการวางเพลิงทางเจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนจับกุมตัวนายชาย เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/…